จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อข้อดีข้อเสียของการขับรถยนต์ด้วยระบบเกียร์ CVT

จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อข้อดีข้อเสียของการขับรถยนต์ด้วยระบบเกียร์ CVT

การขับรถยนต์ที่มีระบบเกียร์ CVT ระบบการขับเคลื่อนรถที่สุดล้ำ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนเร่งความเร็วพร้อมกับความปลอดภัย แต่เชื่อว่าน้อยคนนักที่จะรู้จักกับการขับรถยนต์เกียร์ CVT ในรูปแบบนี้ ให้ทุกการขับขี่ของคุณเต็มไปด้วยความมั่นใจและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดังนั้นคำถามคือก่อนการซื้อรถครั้งต่อไปของคุณ ควรเลือกรถที่ใช้ระบบเกียร์ CVT ดีหรือไม่ พร้อมทั้งการบำรุงรักษาเป็นอย่างไร วันนี้ รู้ใจ จะมาบอกกัน อะไรบ้างที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับระบบขับเคลื่อนของรถประเภทนี้ และมาดูการทำงานของระบบเกียร์แต่ละประเภทกันเลย

มาทำความรู้จักกับระบบเกียร์ CVT กับความแตกต่างจากเกียร์อัตโนมัติทั่วไป

คนขับรถโดยทั่วไปแทบไม่เคยรู้กันมาก่อนเลยว่าในปัจจุบันนี้มีการออกแบบระบบเกียร์สำหรับการขับเคลื่อนออกมาหลายรูปแบบ มีใช้อยู่ในรถหลาย ๆ รุ่น และรูปแบบที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูง หลากหลายแบรนด์ คือระบบเกียร์ CVT ระบบที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ขับขี่ได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงความปลอดภัยในการควบคุมที่ดียอดเยี่ยม มาดูกันว่าระบบเกียร์ CVT ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความต่อเนื่องโดยไร้รอยต่อ แตกต่างกับระบบส่งกำลังอื่นๆ

โดยทั่วไปแล้วระบบการทำงานของเกียร์อัตโนมัติของรถยนต์ปกตินั้น เกียร์ออโต้ประเภทหนึ่งที่มีอุปกรณ์ชุดเกียร์ที่แตกต่างกับเกียร์ออโต้ธรรมดาจะมาในรูปแบบของอัตรากำลังทดที่ค่อย ๆ เพิ่มความเร็วให้สูงขึ้น โดยการเลื่อนขยับของชุดเฟืองในระบบเกียร์ตามระดับของความเร็ว สิ่งที่สามารถรู้สึกได้นั่นคือ ทุกจังหวะที่เกียร์เปลี่ยนคุณจะสัมผัสถึงแรง “กระชาก” ที่เกิดขึ้นระหว่างเกียร์ที่เปลี่ยนอยู่เสมอได้ครับ

อย่างไรก็ตาม CVT ก็มีหลายประเภทที่ไม่ได้ใช้ระบบพูลเล่ย์ในการทำงาน ยกตัวอย่างเช่น Toroidal CVT ที่ใช้จานหมุนกับลูกกลิ้งในการส่งกำลังให้มีประสิทธิภาพเหมือนกับการใช้พูลเล่ย์ และ Hydrostatic CVT ที่ใช้ปั๊มในการควบคุมการไหลของของเหลวซึ่งจะทำให้เกิดการเคลื่อนที่แบบหมุน

ข้อดีของระบบเกียร์ CVT

รถยุคใหม่ในปัจจุบันยิ่งในรถที่ถูกผลิตผ่านโรงงานของเครือข่ายจากประเทศญี่ปุ่น จะเลือกใช้ระบบเกียร์ CVT กันมากยิ่งขึ้น ในการขับเคลื่อนแต่ละช่วงความเร็วจะไม่พบกับอาการกระชากกระตุกเปลี่ยนเกียร์ เหตุผลก็เพราะด้านการขับขี่ที่เต็มไปด้วยความปลอดภัยสูง ทุกอย่างจะขับเคลื่อนไปด้วยความนุ่มนวล ซึ่งคุณจะไม่เจอกับจังหวะกระชากใด ๆ ในระหว่างการขับขี่แม้แต่น้อยตั้งแต่รถเริ่มวิ่งจนทำความเร็วสูงสุด รวมไปถึงการจัดการความเร็วที่ช่วยให้การขับขี่ต่อเนื่อง

ข้อเสียของระบบเกียร์ CVT

อย่างไรก็ตามสิ่งนี้ที่ถือว่าเป็นจุดอ่อนของระบบเกียร์ CVT คือเรื่อง “อัตราเร่ง” ที่จะค่อย ๆ ไต่ระดับขึ้นไปเรื่อย ๆ ไม่รวดเร็วทันใจทำให้ช้า เมื่อเทียบกับระบบเกียร์อัตโนมัติหรือแม้แต่เกียร์ธรรมดา “สายซิ่ง” คนที่เน้นความเร็วเป็นหลัก อาจไม่ถูกใจสิ่งนี้ที่ชอบความแรงแบบทันใจทุกการเหยียบคันเร่ง ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ระบบเกียร์ CVT นี้ถูกออกแบบมาก็เพื่อในเรื่องความปลอดภัยด้วย เพราะเมื่ออุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดจากใช้รถความเร็วสูง ระบบเกียร์ CVT นี่แหละจะทำให้ความเร็วมาช้ากว่าที่ควรจะเป็น ช่วยลดความเร็วของรถได้ระดับนึง ทำให้ปลอดภัยได้มากกว่าแบบเกียร์ธรรมดา

ระบบเกียร์ CVT มีการดูแลรักษาอย่างไร

รถยนต์ระบบเกียร์ CVT วิธีดูแลนั้นแทบไม่มีอะไรยุ่งยากเลย ที่จะเป็นตัวแปรสำคัญในการยืดอายุการใช้งานของเกียร์ประเภทนี้ได้ ซึ่งหัวใจสำคัญสำหรับการดูแลรักษารถยนต์ระบบเกียร์ CVT คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ของผู้ใช้รถนั่นเอง ซึ่งคำแนะนำการใช้งานต่าง ๆ มีดังต่อไปนี้

1.การงดการออกตัวแบบกระชากคันเร่ง

การงดการออกตัว การขับรถยนต์ระบบเกียร์ CVT เป็นระบบการขับเคลื่อนที่เน้นการไต่ระดับของความเร็วขึ้นไปทีละน้อยเพื่อลดอาการกระชากที่อาจก่อให้เกิดอันตรายหากคุณเหยียบคันเร่งเข้าไปเต็มแรง แน่นอนว่าสำหรับการขับขี่ที่เกิดเหตุอันไม่ตั้งใจ ระบเกียร์ CVT จะไม่ทำให้รถพุ่งทะยานไปข้างหน้าแบบคุมไม่อยู่ การใช้ระบบเกียร์   CVT   นั้นกำลังจะถ่ายทอดต่อเนื่อง โดยคุณไม่รู้สึกสะดุด ในระหว่างที่ชุดเกียร์เปลี่ยนอัตราทดเลย มันราบเรียบตลอดการขับขี่

2.การลดจังหวะการขับรถแบบคิกดาวน์

การลดจังหวะ ทุกคนคงอาจจะสงสัยกันว่า การขับรถแบบคิกดาวน์คืออะไร คือการเหยียบคันเร่งเพื่อเค้นการทำงานของระบบเครื่องและระบบเกียร์ให้ออกมาเต็มกำลัง หรือที่เรามักเรียกกันในหมู่นักขับว่า “เหยียบกันมิดคันเร่งมิดไมล์“ ซึ่งโดยส่วนใหญ่การขับในรูปแบบนี้ และคุณเองกำลังมีพฤติกรรมการขับรถในแบบนี้อยู่หรือเปล่า สำหรับการขับรถแบบคิกดาวน์ เรามักใช้ในจังหวะการแซงรถเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่าการขับแบบนี้ย่อมไม่ส่งผลดีต่อเกียร์รถยนต์สักเท่าไร

การขับแบบคิกดาวน์บ่อย ๆ นั้น จะทำให้แรงบิด แรงเค้น เกิดขึ้นบ่อยในระบบเกียร์ แม้ว่าระบบเกียร์ CVT จะใช้วัสดุโลหะผสมที่มีความทนทานสูงมาขึ้นรูปชิ้นงานก็ตาม แต่เมื่อทำงานหนักบ่อย ๆ ก็ไม่อาจทานทนต่อแรงเค้นมหาศาลที่เกิดขึ้นได้

3.การขับรถทางไกลด้วยความเร็วคงที่

การขับรถทางไกล นักขับผู้ชื่นชอบการเดินทางไกลและต้องเดินทางไปกับรถที่มีระบบเกียร์ CVT ต้องห้ามใจกันซักนิดที่จะไม่เพิ่มความเร็วให้กับรถอย่างเต็มแรงจนเกินไป นอกจากจะทำให้เกิดการสึกกับระบบเกียร์ที่ต้องรับภาระในการขับขี่ที่หนักหน่วงแล้ว เพราะถึงอย่างไร รถในระบบเกียร์ CVT จะค่อย ๆ ปรับความเร็วขึ้นไปช้า ๆ อยู่แล้ว ซึ่งเป็นการออกแบบมาเพื่อให้รถสามารถทำความเร็วในระดับสูงได้ด้วยการใช้รอบเครื่องยนต์ที่ต่ำกว่าปกติ สิ่งที่ตามมาก็คือ รถในระบบเกียร์ CVT จะมีอัตราการประหยัดพลังงงานน้ำมันที่สูงมาก ทางที่ดีควรปล่อยให้รถค่อย ๆ เพิ่มความเร็วด้วยตัวเองตามระบบการทดรอบของเกียร์ วิธีนี้จะช่วยเค้นประสิทธิภาพการเดินทางได้ดีกว่าการเปลี่ยนรอบความเร็วขึ้นลงอยู่บ่อยครั้งที่จะทำให้ระบบเกียร์สึกหลอได้ไวยิ่งขึ้นอีกด้วย ดังนั้นการคะยั้นคะยอเพิ่มความเร็วให้กับรถ ยังทำให้เกิดปัญหาของการที่รถใช้น้ำมันอย่างสิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็นอีกด้วย

4.การหลีกเลี่ยงการปรับเปลี่ยนเกียร์แบบ Paddle shift

การหลีกเลี่ยง สำหรับนักขับที่ชื่นชอบความแรงและความไวมักเค้นประสิทธิภาพของรถเกียร์ออโต้ด้วยการ “Shift” เกียร์อยู่เสมอ ด้วยการใช้เทคนิคการทดรอบขึ้นลงแบบรถเกียร์ธรรมดา (MT) ช่วยให้เกิดพลังการขับเคลื่อนที่พุ่งไปข้างหน้าได้มากกว่า ใช่แหละว่าช่วยให้คุณขับสนุกมากขึ้น การขับเช่นนี้เป็นการทำร้ายระบบเกียร์ CVT อย่างมาก ! ไม่ว่าจะเป็นระบบเกียร์อัตโนมัติแบบพื้นฐานหรือระบบเกียร์ CVT ต่างไม่ชอบจังหวะการ Shift เกียร์โดยไม่จำเป็นแบบนี้แทบทั้งสิ้น ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อปรับความเร็วให้กับรถในการวิ่ง และยิ่งเป็นระบบเกียร์ CVT เพราะระบบการเปลี่ยนแปลงเกียร์ถูกออกแบบมาเพื่อการขับเคลื่อนในพื้นที่คับขัน แล้วจะทำให้เกิดแรงเค้นสุดมหาศาลกับระบบเกียร์ โดยเฉพาะในส่วนของสายพานเกียร์ที่จะทำงานในระบบอัตราทดแบบ FIX จะเกิดภาวะสึกหลอได้เร็วขึ้น บั่นทอนอายุการใช้งานไปอย่างไม่จำเป็นมาก

5.การซ่อมบำรุงอย่างเข้าใจในประสิทธิภาพของรถ

การซ่อมบำรุง ระบบเกียร์ CVT ในส่วนของการซ่อมบำรุงต้องทำอย่างสม่ำเสมอ กิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะการบำรุงที่ควรทำอยู่เป็นประจำ เช่นเดียวกับเกียร์อัตโนมัติทั่วไป โดยปกติแล้วการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์จะทำกันที่ประมาณ 40,000 โดยปกติสำหรับรถที่ใช้งานทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 2 ปี ดังนั้น เมื่อถึงรอบระยะไมล์การซ่อมบำรุง ก็ควรดูแลที่ส่วนนี้ จึงจะทำการเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ซักครั้ง “อย่าให้ขาด” เพื่อการเตรียมความพร้อมด้านการขับขี่ให้เต็มประสิทธิภาพ หมดห่วงตอนใช้งาน

 

โรงเรียนสอนขับรถศรีสะเกษ